thailand-travel-guide thai-guide
Thai languageEnglish language
 
ท่องเที่ยวจังหวัด
 
 

จังหวัดปัตตานี

จังหวัดปัตตานี ในอดีตเป็นจังหวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นเมืองเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ เคยมีฐานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งเป็นรัฐอิสระของชาวไทยพุทธใน พุทธศตวรรษที่ 7 ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 19 ชุมชนลังกาสุกะเริ่มเสื่อมลงไป แม้ว่าจะไม่ สามารถระบุระยะเวลากำเนิดของเมืองปัตตานีได้อย่างแน่ชัด แต่เมืองปัตตานีก็ได้ปรากฏชื่อ และเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นลำดับ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เมืองปัตตานีได้ชื่อว่าเป็นหัวเมือง ฝ่ายใต้ปลายแหลมมาลายู มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่รัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.1991 และอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เรื่อยมา แต่ด้วยเหตุเมืองที่ปัตตานีมีความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ทำให้เจ้าเมือง ปัตตานีต้องการเป็นอิสระหลายครั้ง แต่ในสมัยพระเพทราชา พ.ศ.2231 เมืองปัตตานีไม่พอใจ ในการสถาปนาขึ้นใหม่ของกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา อีกครั้ง ทำให้ปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมาจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี กระทั่งใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อกรมพระราชวัง บวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จลงไปประทับที่เมืองสงขลา ในปี พ.ศ.2328 ให้ข้าหลวงเชิญกระแส รับสั่งออกไปยังหัวเมืองแถบแหลมมลายูคือ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม แต่สุลต่านมูฮัมหมัดพระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีรับสั่งให้พระยากลาโหมยกกองทัพไทยลงไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ.2329 กวาดต้อนศาสตราวุธ รวมทั้งปืนใหญ่ 2 กระบอก แต่สามารถนำไปได้เพียง กระบอกเดียว แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดฯ ให้จารึกชื่อเป็น ”พญาตานี” ซึ่งนับว่าเป็นปืนใหญ่กระบอกใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2332 ตนกูลามิดดินเจ้าเมืองปัตตานีมีหนังสือไปชวนองค์เชียงสือเจ้าอนัมก๊ก ให้ร่วมกันตีหัวเมือง ในพระราชอาณาจักร เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทราบ จึงโปรดฯ ให้ยกทัพไปตีเมืองปัตตานีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2351 ดาตะปังกาลันได้ก่อความ ไม่สงบขึ้น รัชกาลที่ 1 โปรดให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค) ยกทัพหลวงออกไปสมทบกับ เมืองสงขลา พัทลุง จะนะ ตีเมืองปัตตานีได้จนสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2435 รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จัดการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล เมืองปัตตานีขึ้นกับ มณฑลนครศรีธรรมราช กระทั่งในปี 2447 เมืองปัตตานีจึงได้มาขึ้นกับมณฑลปัตตานี หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง มณฑลถูกยุบ เมืองปัตตานีจึงได้กลายเป็นจังหวัดตั้งแต่นั้นมา

   
 
 

จังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ริมฝั่งทะลตะวันออกของภาคใต้ ติดกับทะลจีนใต้ ครอบคลุม พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,940 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยกว่า 630,000 คน

โดยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม หลายแห่ง เช่น มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดกรือเซะ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หาดวาสุกรี น้ำตกอรัญวาริน และ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

   
 
ท่องเที่ยวตามภาค
 

การเดินทาง

  • รถ: จากกรุงเพทฯ ขับรถไปตามเส้นทางทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ ชุมพร และแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ผ่าน จัังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ผ่านปากน้ำเทพฯ เข้าสู่จังหวัดปัตตานี รวมระยะทาง 1055 กิโลเมตร
  • รถบัส: นั่งรถบัสประจำทางปรับอากาศหรือแบบธรรมดาสู่จังหวัดปัตตานี ที่สถานีขนส่ง สายใต้ (ถนนอรุณอัมรินทร์ ปิ่นเกล้า)
  • รถไฟ: ใช้บริการรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง สู่จังหวัดปัตตานี ได้ทุกวัน
  •  

       
     
         
     
       
     
    สงวนลิขสิทธ์ @ 2549-2553 โดย ไกด์ทูไทยดอดคอม
    ข้อควรระวัง: เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นข้อมูลบางอย่างอาจจะคลาดเคลื่อนหรือผิดเพี้ยนไป ทางผู้จัดทำไม่ขอรับผิดชอบต่อข้อมูลใดๆ ณที่นี้